ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองได้ไหม? วิธีตรวจและช่วงเวลาที่เหมาะสม

มะเร็งเต้านมอาจเริ่มต้นโดยไม่มีอาการเจ็บ และก้อนบางชนิดมีขนาดเล็กเกินกว่าจะคลำพบ การรู้จักลักษณะปกติของเต้านมจึงช่วยให้สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น

แต่การคลำด้วยตนเองไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นมะเร็งหรือไม่ การวินิจฉัยต้องอาศัยแพทย์ การตรวจภาพ เช่น แมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์ และบางกรณีต้องตรวจชิ้นเนื้อ

คำตอบสั้น ๆ
ตรวจเต้านมด้วยตนเองได้ เพื่อดูและคลำหาความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยมะเร็ง แนวทางของไทยแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปตรวจหรือสังเกตเต้านมเป็นประจำเดือนละครั้ง ช่วงที่เหมาะสำหรับผู้มีประจำเดือนคือวันที่ 7–10 นับจากวันแรกของรอบเดือน ส่วนผู้ที่ไม่มีประจำเดือนให้เลือกวันเดิมของทุกเดือน หากพบความผิดปกติควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอรอบตรวจครั้งต่อไป

ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองได้จริงไหม?

คำที่แม่นยำกว่าคือ “การตรวจหรือสังเกตเต้านมด้วยตนเอง” เพราะสิ่งที่เราทำได้ที่บ้านคือสังเกตรูปร่าง ผิวหนัง หัวนม และคลำหาก้อนหรือบริเวณที่ต่างไปจากเดิม แต่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นมะเร็งได้

สถาบันมะเร็งแห่งชาติของไทยเสนอให้ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไปตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง พร้อมรับรู้ทั้งประโยชน์และข้อจำกัด ขณะเดียวกัน แนวทางสากลบางแห่งไม่กำหนดให้ทำการตรวจแบบเป็นขั้นตอนทุกเดือน เพราะงานวิจัยยังไม่แสดงว่าการตรวจด้วยตนเองเพียงอย่างเดียวลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ จึงเน้น breast self-awareness หรือการรู้จักว่าเต้านมของตนตามปกติมีลักษณะและสัมผัสอย่างไร แล้วรีบพบแพทย์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

หลักสำคัญ: การตรวจด้วยตนเอง การตรวจโดยบุคลากรทางการแพทย์ และแมมโมแกรมมีบทบาทต่างกัน การตรวจเองไม่สามารถใช้แทนแมมโมแกรมตามช่วงอายุหรือแผนคัดกรองที่แพทย์แนะนำได้

ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเมื่อใด?

ผู้ที่มีประจำเดือนเลือกวันที่ 7–10 นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ซึ่งโดยทั่วไปเต้านมจะคัดตึงและเจ็บน้อยกว่าช่วงก่อนมีประจำเดือน
ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอเลือกวันที่จำง่ายและใกล้เคียงกันทุกเดือน พร้อมจดบันทึกหากพบความเปลี่ยนแปลง
หมดประจำเดือนแล้วกำหนดวันเดิมทุกเดือน เช่น วันที่ 1 หรือวันเกิดของแต่ละเดือน
ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรยังควรสังเกตเต้านม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หากมีก้อน แผล หรือความผิดปกติที่ไม่หาย ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากฮอร์โมนหรือการให้นม

ไม่จำเป็นต้องรอ “วันตรวจประจำเดือน” หากพบก้อนใหม่ หัวนมมีเลือดออก เต้านมบวมแดงผิดปกติ หรือผิวหนังเปลี่ยนแปลง ควรนัดพบแพทย์ทันที

วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ

เลือกสถานที่มีแสงเพียงพอและใช้วิธีเดิมทุกเดือน เพื่อให้เปรียบเทียบกับครั้งก่อนได้ง่าย การตรวจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

  1. สังเกตหน้ากระจก
    ยืนปล่อยแขนข้างลำตัว เปรียบเทียบขนาด รูปร่าง และระดับของเต้านมทั้งสองข้าง จากนั้นยกแขนเหนือศีรษะและวางมือกดที่สะโพกเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกตึง มองหารอยบุ๋ม ผิวหนังย่น บวม แดง หรือหัวนมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ความไม่เท่ากันเล็กน้อยที่มีมานานอาจเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือ “ความเปลี่ยนแปลงใหม่”
  2. คลำในท่านอน
    นอนหงาย วางหมอนหรือผ้าขนหนูพับใต้ไหล่ข้างที่จะตรวจ แล้วยกแขนข้างนั้นไว้เหนือศีรษะ ใช้มืออีกข้างตรวจเต้านม
  3. ใช้ส่วนกึ่งกลางของนิ้ว 3 นิ้ว
    ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางวางราบ คลำเป็นวงกลมเล็ก ๆ ใช้แรงกด 3 ระดับ ได้แก่ เบาเพื่อสัมผัสเนื้อเยื่อใกล้ผิวหนัง ปานกลางสำหรับเนื้อเต้านมชั้นกลาง และแน่นขึ้นสำหรับเนื้อเยื่อที่ลึกใกล้ผนังทรวงอก โดยไม่ควรกดจนเจ็บ
  4. เลือกแนวคลำหนึ่งแบบและทำให้ทั่ว
    สามารถคลำเป็นแนวขึ้น–ลง แนวก้นหอย หรือแนวรัศมีจากหัวนมออกด้านนอก เลือกวิธีที่จำง่ายและใช้แบบเดิมทุกครั้ง อย่ายกนิ้วข้ามพื้นที่จนเกิดจุดที่ไม่ได้ตรวจ
  5. ตรวจให้ครอบคลุมทุกบริเวณ
    คลำตั้งแต่กระดูกไหปลาร้าลงมาถึงขอบล่างของเต้านม และจากกลางหน้าอกไปจนถึงรักแร้ รวมถึงบริเวณหางเต้านมและต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้
  6. สังเกตหัวนม
    ดูว่ามีแผล สะเก็ด หัวนมบุ๋มเข้าใหม่ หรือมีของเหลวไหลออกเองหรือไม่ ไม่ควรบีบเค้นหัวนมอย่างรุนแรงหรือบีบซ้ำบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้ระคายเคืองและเกิดสารคัดหลั่งได้

พบอาการแบบใดควรไปพบแพทย์?

ก้อนเต้านมส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง แต่ไม่ควรตัดสินจากความแข็ง ความเจ็บ หรือการขยับของก้อนด้วยตนเอง องค์การอนามัยโลกระบุว่าก้อนมะเร็งมักไม่เจ็บ และแนะนำให้ผู้ที่พบก้อนผิดปกติรับการตรวจทางการแพทย์ แม้ก้อนนั้นจะไม่มีอาการปวดก็ตาม

  • พบก้อนใหม่หรือบริเวณที่หนาตัวขึ้นในเต้านมหรือรักแร้
  • ขนาด รูปร่าง หรือระดับของเต้านมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
  • ผิวหนังบุ๋ม ย่น หนาตัว หรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม
  • เต้านมบวม แดง ร้อน หรือมีผื่นที่ไม่ดีขึ้น
  • หัวนมบุ๋มเข้าใหม่ เอียงผิดรูป หรือมีแผลเรื้อรัง
  • มีเลือด น้ำใส หรือของเหลวผิดปกติไหลจากหัวนมเอง โดยเฉพาะออกข้างเดียว
  • ปวดเฉพาะจุดต่อเนื่องหรือมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หายหลังรอบเดือน
อย่ารอให้ก้อนเจ็บ: มะเร็งเต้านมระยะแรกอาจไม่เจ็บ และอาการเจ็บก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป หากพบความเปลี่ยนแปลงใหม่หรือผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมิน

ควรตรวจแมมโมแกรมเมื่อใด?

ช่วงอายุและความถี่อาจต่างกันตามแนวทาง ประเทศ ความเสี่ยงส่วนบุคคล และสิทธิการรักษา ข้อเสนอแนะของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสำหรับประเทศไทยระบุว่า ผู้หญิงทั่วไปอายุ 40–69 ปีที่ไม่มีอาการสามารถพิจารณาตรวจแมมโมแกรมทุก 1–2 ปี ส่วนแนวทาง USPSTF ของสหรัฐอเมริกาปี 2024 แนะนำแมมโมแกรมทุก 2 ปีในผู้หญิงอายุ 40–74 ปีที่มีความเสี่ยงเฉลี่ย

กลุ่มแนวทางทั่วไปข้อควรทราบ
อายุ 20–39 ปีทำความคุ้นเคยกับเต้านมและตรวจหรือสังเกตเดือนละครั้งตามแนวทางไทยหากพบอาการให้พบแพทย์ ไม่ต้องรอถึงวัยตรวจแมมโมแกรม
อายุ 40–69 ปีพูดคุยกับแพทย์เรื่องแมมโมแกรมทุก 1–2 ปีตามข้อเสนอแนะของไทยความถี่อาจปรับตามความเสี่ยง เนื้อเต้านม และผลตรวจก่อนหน้า
อายุ 70 ปีขึ้นไปพิจารณาเป็นรายบุคคลประเมินสุขภาพโดยรวม อายุคาดหมาย และความต้องการของผู้รับการตรวจ
กลุ่มเสี่ยงสูงอาจต้องเริ่มตรวจเร็วขึ้นและใช้แมมโมแกรมร่วมกับ MRI หรือวิธีอื่นควรวางแผนกับแพทย์ ไม่ควรกำหนดตารางตรวจเอง

อัลตราซาวด์ไม่ใช่สิ่งทดแทนแมมโมแกรมสำหรับทุกคน แพทย์มักใช้เพื่อประเมินก้อน แยกถุงน้ำกับก้อนเนื้อ หรือใช้เสริมในผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่นและมีข้อบ่งชี้ ส่วน MRI มักสงวนไว้สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงหรือสถานการณ์เฉพาะ

ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องแผนคัดกรองเฉพาะบุคคล?

  • มีมารดา พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะเมื่อวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อย
  • ทราบว่าตนเองหรือคนในครอบครัวมียีนกลายพันธุ์ที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น BRCA1 หรือ BRCA2
  • เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือเคยตรวจชิ้นเนื้อพบเซลล์ผิดปกติบางชนิด
  • เคยได้รับรังสีรักษาบริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุน้อย
  • แพทย์ประเมินว่ามีความเสี่ยงตลอดชีวิตสูง หรือมีประวัติครอบครัวหลายคนเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มเสี่ยงสูงไม่ควรรอจนคลำได้ก้อน แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มตรวจภาพเร็วกว่าคนทั่วไป เพิ่ม MRI หรือส่งปรึกษาพันธุศาสตร์ ทั้งนี้ขึ้นกับรายละเอียดของแต่ละบุคคล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คลำไม่พบก้อนแล้วคิดว่าปลอดภัยแน่นอน: ก้อนขนาดเล็กหรืออยู่ลึกอาจคลำไม่พบ จึงยังต้องตรวจตามช่วงอายุ
  • รอดูหลายเดือนเพราะก้อนไม่เจ็บ: มะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่งไม่ทำให้เจ็บในระยะแรก
  • ตรวจเฉพาะบริเวณหัวนม: ต้องครอบคลุมถึงไหปลาร้า ขอบล่างของเต้านม และรักแร้
  • กดแรงจนเจ็บหรือบีบหัวนมซ้ำ ๆ: อาจทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองและสับสนกับอาการผิดปกติ
  • ใช้ผลอัลตราซาวด์หรือแมมโมแกรมเก่าแทนอาการใหม่: หากพบความเปลี่ยนแปลงใหม่ควรพบแพทย์ แม้ผลตรวจก่อนหน้านี้ปกติ

คำถามที่พบบ่อย

คลำพบก้อนที่เต้านม แปลว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?

ไม่เสมอไป ก้อนจำนวนมากเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อชนิดไม่ร้าย แต่ไม่สามารถแยกได้อย่างแม่นยำด้วยการคลำเพียงอย่างเดียว ควรให้แพทย์ตรวจและพิจารณาการตรวจภาพที่เหมาะสม

ตรวจเต้านมเองทุกเดือนแล้ว ยังต้องตรวจแมมโมแกรมหรือไม่?

ยังต้องตรวจตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยง เพราะแมมโมแกรมอาจพบความผิดปกติที่ยังเล็กเกินกว่าจะคลำได้ การตรวจด้วยตนเองไม่สามารถทดแทนแมมโมแกรมได้

ผู้ชายควรตรวจเต้านมหรือไม่?

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้พบไม่บ่อย หากมีก้อนแข็งใต้หัวนม หัวนมบุ๋ม มีเลือดหรือของเหลวออกจากหัวนม หรือมีก้อนที่รักแร้ ควรพบแพทย์ ไม่ควรรอดูอาการเอง

สรุป

การตรวจเต้านมด้วยตนเองช่วยให้รู้จักลักษณะปกติและสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยมะเร็ง ผู้มีประจำเดือนควรเลือกวันที่ 7–10 นับจากวันแรกของรอบเดือน ส่วนผู้ไม่มีประจำเดือนให้กำหนดวันเดิมทุกเดือน หากพบก้อน ผิวหนังหรือหัวนมเปลี่ยนแปลง หรือมีของเหลวผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าลืมตรวจแมมโมแกรมตามช่วงอายุหรือแผนเฉพาะบุคคลที่แพทย์แนะนำ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ: ข้อเสนอแนะการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย
  2. กรมอนามัย: วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง
  3. องค์การอนามัยโลก: Breast cancer
  4. USPSTF: Screening for Breast Cancer—Final Recommendation Statement (2024)
  5. American Cancer Society: Breast Cancer Screening Guidelines

ตรวจทานข้อมูล: 24 กันยายน 2569 แนวทางคัดกรองอาจเปลี่ยนแปลงและแตกต่างตามความเสี่ยง สิทธิการรักษา และดุลยพินิจของแพทย์

ข้อสงวนสิทธิ์ทางการแพทย์: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ วินิจฉัย หรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์

×