โรคที่มากับน้ำท่วม มีอะไรบ้าง? วิธีป้องกัน ข้อควรระวัง และการดูแลตนเอง

Flooding in the city

เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งที่ต้องระวังไม่ได้มีเพียงระดับน้ำ กระแสน้ำ หรือความเสียหายต่อบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่อาจตามมา เนื่องจากน้ำท่วมสามารถปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล ขยะ เชื้อโรค ปัสสาวะของสัตว์ สารเคมี และสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้

สิ่งสำคัญ: ไม่ควรมองว่าน้ำท่วมเป็นเพียง "น้ำฝน" เพราะน้ำที่ไหลผ่านถนน ท่อระบายน้ำ พื้นที่เก็บขยะ หรือบริเวณที่มีสัตว์อาศัยอยู่ อาจมีเชื้อโรคปะปนอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลดควรเพิ่มความระมัดระวัง

โรคที่มักพบในช่วงน้ำท่วม มีอะไรบ้าง?

โรคและปัญหาสุขภาพที่ควรระวังในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลดมีหลายกลุ่ม โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อน การรับประทานอาหารและน้ำไม่สะอาด รวมถึงโรคที่มียุงเป็นพาหะ

1. โรคเลปโตสไปโรสิส หรือไข้ฉี่หนู

โรคไข้ฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่สามารถปนเปื้อนมากับปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะหนู รวมถึงสุนัข สุกร โค และสัตว์อื่น ๆ เชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในน้ำและดิน และเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก

อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • มีไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือหลัง
  • ตาแดง
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • อ่อนเพลียผิดปกติ
หากมีไข้หลังจากลุยน้ำหรือสัมผัสดินและน้ำท่วมในช่วงประมาณ 1–2 สัปดาห์ ควรแจ้งแพทย์ด้วยว่าเคยลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วม เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค

2. โรคน้ำกัดเท้าและการติดเชื้อที่ผิวหนัง

การแช่น้ำหรือเดินลุยน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม เปื่อย และเกิดรอยแตก เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียจึงเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น

อาการที่พบได้ เช่น

  • คันบริเวณซอกนิ้วเท้า
  • ผิวหนังลอกหรือเปื่อย
  • มีผื่นแดง
  • มีตุ่มหรือแผลพุพอง
  • แสบหรือเจ็บบริเวณผิวหนัง
  • แผลบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง

หลังลุยน้ำควรล้างเท้าและขาด้วยน้ำสะอาดและสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า

3. โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ

น้ำท่วมอาจทำให้น้ำดื่ม น้ำใช้ อาหาร วัตถุดิบ และภาชนะประกอบอาหาร ปนเปื้อนเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลหรือน้ำเสีย

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่

  • ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • มีอาการขาดน้ำ

หากท้องเสีย ควรดื่มสารละลายเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป และควรพบแพทย์หากอาการรุนแรง

4. โรคไข้เลือดออกและโรคที่มียุงเป็นพาหะ

หลังน้ำท่วมอาจมีภาชนะและพื้นที่ที่มีน้ำขังเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงได้ จึงควรกำจัดน้ำขังบริเวณรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ

วิธีป้องกัน

  • เทน้ำที่ขังอยู่ในภาชนะต่าง ๆ
  • ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
  • นอนในมุ้งหรือห้องที่มีมุ้งลวด
  • สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงตามคำแนะนำบนฉลาก

5. โรคตาอักเสบหรือตาแดง

น้ำสกปรกอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน หากน้ำกระเด็นเข้าตาหรือใช้มือที่ไม่สะอาดขยี้ตา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อได้

อาการอาจประกอบด้วย

  • ตาแดง
  • ระคายเคืองหรือแสบตา
  • น้ำตาไหล
  • มีขี้ตามากผิดปกติ
  • ตาพร่ามัว

ควรล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

6. โรคทางเดินหายใจ

สภาพอากาศที่ชื้น การพักอาศัยรวมกันในศูนย์พักพิง รวมถึงฝุ่น เชื้อรา และสิ่งสกปรกหลังน้ำลด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ

ควรระวังอาการ เช่น

  • ไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • มีน้ำมูก
  • ปวดเมื่อยร่างกาย
  • หายใจเหนื่อยหรือหอบ

7. โรคเมลิออยโดสิส

เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในดินและน้ำ สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง การสูดดม หรือการรับประทานน้ำและอาหารที่ปนเปื้อน

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

หากมีไข้สูง ไอ หายใจเหนื่อย หรือมีแผลและฝีผิดปกติหลังสัมผัสดินหรือน้ำ ควรพบแพทย์

สรุปโรคที่ควรระวังช่วงน้ำท่วม

โรค/ปัญหา สาเหตุหรือความเสี่ยง อาการเด่น
ไข้ฉี่หนู สัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนปัสสาวะสัตว์ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่อง ตาแดง
น้ำกัดเท้า/โรคผิวหนัง แช่น้ำสกปรกเป็นเวลานาน คัน ผิวลอก แผลพุพอง
ท้องเสีย/อาหารเป็นพิษ อาหารหรือน้ำปนเปื้อน ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาเจียน
ไข้เลือดออก ยุงลายและแหล่งน้ำขัง ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย
ตาอักเสบ น้ำสกปรกหรือมือปนเปื้อนสัมผัสดวงตา ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล
โรคทางเดินหายใจ ความชื้น ฝุ่น เชื้อรา หรือพื้นที่แออัด ไอ เจ็บคอ มีไข้ หายใจเหนื่อย
เมลิออยโดสิส เชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ ไข้สูง ไอ หอบ มีแผลหรือฝี

ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องลุยน้ำท่วม

  1. หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหากไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลบริเวณขาหรือเท้า
  2. สวมรองเท้าบู๊ตกันน้ำ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ
  3. ปิดบาดแผลให้มิดชิด ด้วยวัสดุปิดแผลกันน้ำก่อนสัมผัสน้ำ
  4. อย่าเดินเท้าเปล่า เพราะอาจถูกของมีคม กระจก ตะปู หรือเศษโลหะบาดได้
  5. หลังลุยน้ำให้รีบล้างร่างกาย ด้วยน้ำสะอาดและสบู่
  6. เช็ดเท้าและซอกนิ้วให้แห้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อเชื้อราและน้ำกัดเท้า

อาหารและน้ำดื่มต้องระวังเป็นพิเศษ

ในช่วงน้ำท่วม หลักง่าย ๆ ที่ควรจำคือ "กินร้อน ช้อนสะอาด ล้างมือ และดื่มน้ำสะอาด"
  • ดื่มน้ำบรรจุขวดที่ยังปิดสนิทหรือน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
  • หากไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ ควรต้มน้ำก่อนดื่ม
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรืออาหารค้างคืนที่เก็บไม่ถูกวิธี
  • ทิ้งอาหารที่สัมผัสน้ำท่วมโดยตรง
  • อย่าใช้น้ำท่วมล้างอาหาร ภาชนะ หรือแปรงฟัน
  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

อันตรายอื่น ๆ ที่มากับน้ำท่วม

นอกจากโรคติดเชื้อแล้ว น้ำท่วมยังมีอันตรายอื่นที่ต้องระวังอย่างมาก

ไฟฟ้าดูด

ห้ามสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ หรือปลั๊กไฟขณะที่ร่างกายเปียก และไม่ควรเดินเข้าใกล้สายไฟที่ตกลงในน้ำ

ของมีคมใต้ผิวน้ำ

น้ำขุ่นอาจบดบังตะปู เศษกระจก โลหะ หรือวัตถุมีคม จึงไม่ควรเดินเท้าเปล่า

งู ตะขาบ และสัตว์มีพิษ

ในช่วงน้ำท่วม สัตว์ต่าง ๆ อาจหนีน้ำเข้ามาอยู่ในบ้าน ควรตรวจสอบรองเท้า กล่อง ลัง และพื้นที่มืดก่อนหยิบจับ

กระแสน้ำ

ไม่ควรเดินหรือขับรถผ่านพื้นที่น้ำไหลเชี่ยว เพราะระดับน้ำและความแรงของกระแสน้ำอาจประเมินด้วยสายตาได้ยาก

หลังน้ำลด ควรทำอย่างไร?

  1. สวมรองเท้าบู๊ตและถุงมือขณะทำความสะอาด
  2. เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ
  3. กำจัดโคลน ขยะ และสิ่งปฏิกูลอย่างถูกสุขลักษณะ
  4. ล้างพื้น ผนัง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สะอาด
  5. กำจัดภาชนะที่มีน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  6. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าโดยผู้ที่มีความรู้ก่อนเปิดใช้งาน
  7. ทิ้งอาหารที่สัมผัสน้ำท่วมหรือสงสัยว่าปนเปื้อน
  8. เฝ้าสังเกตอาการผิดปกติของสมาชิกในครอบครัวประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังสัมผัสน้ำหรือดิน

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้หลังสัมผัสน้ำท่วม
  • ไข้สูงหรือไข้ไม่ลด
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • ปวดกล้ามเนื้อหรือน่องมากผิดปกติ
  • หายใจเหนื่อย หอบ หรือเจ็บหน้าอก
  • อาเจียนหรือท้องเสียรุนแรง
  • ดื่มน้ำไม่ได้
  • ปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ
  • ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกเลือด
  • แผลบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง
  • ตาพร่ามัวหรือปวดตารุนแรง
  • อ่อนเพลียมาก ซึม หรือสับสน
หากไปพบแพทย์ ควรแจ้งว่า "มีประวัติลุยน้ำท่วมหรือสัมผัสดิน/น้ำท่วม" เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ

  • เด็กเล็ก
  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่มีบาดแผลบริเวณเท้าหรือขา
  • ผู้ที่ต้องทำงานหรือลุยน้ำเป็นเวลานาน
ข้อมูลเพิ่มเติม >> โรคที่มากับหน้าฝน

สรุป

น้ำท่วมอาจนำมาซึ่งโรคและอันตรายหลายชนิด ตั้งแต่ไข้ฉี่หนู โรคผิวหนัง อุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ ไข้เลือดออก ตาอักเสบ โรคทางเดินหายใจ ไปจนถึงเมลิออยโดสิส

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยไม่จำเป็น สวมรองเท้าบู๊ตและอุปกรณ์ป้องกัน ดูแลบาดแผลให้มิดชิด รับประทานอาหารและน้ำสะอาด ล้างมือเป็นประจำ กำจัดน้ำขัง และสังเกตอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำท่วม

หากมีไข้หรืออาการผิดปกติหลังลุยน้ำ อย่าลืมแจ้งแพทย์ถึงประวัติการสัมผัสน้ำหรือดินในพื้นที่น้ำท่วมด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ลุยน้ำท่วมแล้วจำเป็นต้องเป็นไข้ฉี่หนูหรือไม่?

ไม่จำเป็น ผู้ที่ลุยน้ำไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากน้ำหรือดินมีเชื้อปนเปื้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก หากหลังลุยน้ำมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำ

2. หลังลุยน้ำท่วมควรล้างเท้าอย่างไร?

ควรล้างเท้าและบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยน้ำสะอาดและสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า หากมีบาดแผลควรทำความสะอาดและปิดแผลอย่างเหมาะสม หากมีอาการบวม แดง ร้อน ปวด หรือมีหนอง ควรพบแพทย์

3. อาหารที่โดนน้ำท่วมแล้วนำมาล้างหรือต้มใหม่สามารถรับประทานได้หรือไม่?

โดยทั่วไปอาหารที่สัมผัสน้ำท่วมโดยตรงควรทิ้ง เนื่องจากน้ำท่วมอาจมีเชื้อโรค สิ่งปฏิกูล หรือสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งการล้างหรือต้มอาจไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด โดยเฉพาะอาหารที่บรรจุในภาชนะที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้อย่างปลอดภัย


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรืออาการรุนแรงควรพบแพทย์

แหล่งข้อมูลประกอบ: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (WHO)

×